สื่อใหญ่หลายแห่งของสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นเดอะ วอลล์ สตรีท เจอร์นัล เดอะ นิวยอร์ก ไทม์ส และเดอะ วอชิงตัน โพสต์ พร้อมใจกันนำเสนอข้อมูลชุดล่าสุดที่เรียกว่า “เฟซบุ๊ก เปเปอร์ส” จาก น.ส.ฟรานเซส เฮาเกน นักวิทยาศาสตร์ข้อมูลซึ่งเคยร่วมงานกับเฟซบุ๊ก เน้นการดำเนินงานของเฟซบุ๊กในอินเดีย ซึ่งถือเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของบริษัท

ทั้งนี้ ผลการวิจัยเป็นการภายในของเฟซบุ๊ก เมื่อเดือน ก.ค.ปีที่แล้ว พบว่า สัดส่วนการส่งต่อหรือแบ่งปันเนื้อหาเชิงปลุกระดมบนแพลตฟอร์มในอินเดีย เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด นับตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2562 และการปลุกระดมให้เกิดการก่อความรุนแรง ที่เป็นผลมาจาก “ข่าวลือและเรื่องบิดเบือน” เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เดือน ก.พ.ปีที่แล้ว สอดคล้องกับเหตุการณ์ที่มวลชนชาวฮินดูและชาวมุสลิมปะทะกันหลายต่อหลายครั้ง

อนึ่ง เฟซบุ๊กเปิดบัญชีสมมุติเมื่อเดือน ก.พ. 2562 ระบุตัวตนว่า เป็นหญิงสาววัย 21 ปี อาศัยอยู่ในภาคเหนือของอินเดีย กดติดตามและชื่นชอบเนื้อหา บัญชีผู้ใช้งานและเพจมากมาย ซึ่งผลการวิเคราะห์ในเวลาต่อมา ปรากฏว่า เนื้อหาที่บัญชีสมมุติของเฟซบุ๊กกดติดตามนั้น เผยแพร่เฟคนิวส์และเนื้อหาเชิงปลุกระดม

หลังจากนั้น ระบบอัลกอริทึมดึงข้อมูลเชิงบวกเกี่ยวกับนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี และพรรคภารติยะ ชนตะ (บีเจพี) เข้าสู่บัญชีสมมุติ ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่อินเดียกำลังจะมีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่พอดี

นอกจากนี้ รายงานระบุด้วยว่า เฟซบุ๊กทุ่มงบประมาณส่วนใหญ่ไปกับการแก้ไขข่าวปลอม และเฮทสปีชบนแพลตฟอร์มในสหรัฐ ทั้งที่สัดส่วนผู้ใช้งานในอเมริกามีไม่ถึง 10% ของผู้ใช้ทั่วโลก แต่กลับละเลยการตรวจสอบเชิงลึกแบบนี้ในประเทศอื่น

ด้านเฟซบุ๊กยังไม่ให้ความเห็นอย่างตรงไปตรงมามากนักในเรื่องนี้ แต่กล่าวว่า บริษัทเพิ่มการลงทุนเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีตรวจจับเฮทสปีชในหลากหลายภาษา รวมถึง ภาษาฮินดีและภาษาเบงกอล